Column ประจำ
Sponsor

ซินจ่าว เวียดนาม

โดย : ทพ.ดร.ธงชัย วชิรโรจน์ไพศาล คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Tags : ทันตแพทย์ เวียดนาม

ฉบับนี้มารู้จักประเทศเพื่อนบ้านอีกประเทศที่ไม่มีพรมแดนติดต่อกับไทย แต่คนไทยเรารู้จักกันดีว่าเป็นประเทศที่เหมาะแก่การไปชอปปิ้ง กระเป๋า รองเท้า ฯลฯ ใครที่มาเที่ยวเวียดนามและได้มีโอกาสคุยกับคนอายุสัก 50-60 ปีจะได้รับรู้ถึงความโหดร้ายของสงครามเวียดนาม และจะได้เห็นจิตวิญญานของนักสู้ที่ไม่ท้อถอยของชาวเวียดนาม ผมมีเพื่อนที่เป็นทันตแพทย์เวียดนามหลายคน เวลาที่ทำงานด้วยกัน จะเห็นความทุ่มเทหรือความเป็นนักสู้ของเขาได้ชัดเจน ซึ่งเรื่องนี้เราอาจจะต้องรู้ประวัติศาสตร์ความยากลำบากและการต่อสู้ของคนเวียดนามเพื่อที่จะเข้าใจควาเป็นมาเป็นไป

ถ้าย้อนดูประวัติศาสตร์ เวียดนามตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของจีนมานานถึง 1,000 ปีก่อนจะได้ปกครองตนเองในปี พ.ศ.1481 เวียดนามได้ปกครองตนเองอยู่ 900 กว่าปี จนถึงปี พ.ศ.2410 ที่เป็นยุคล่าอาณานิคมของชาติตะวันตก เวียดนามก็ต้องตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ผู้นำของเวียดนามโฮจิมินห์ ได้ต่อสู้กับฝรั่งเศสจนประกาศอิสรภาพได้ในปี พ.ศ. 2488 แต่อย่างไรก็ตามฝรั่งเศสไม่ยอมรับการเป็นรัฐบาลอิสระของเวียดนาม จึงใช้วิธีการตั้งรัฐบาลหุ่นเชิดที่เวียดนามใต้ ทำให้เกิดความขัดแย้งและการสู้รบขึ้น สงครามที่เรารู้จักกันดีคือ สงครามเดียนเบียนฟู ที่เวียดนามได้วางแผนการรบอย่างชาญฉลาดจนมีชัยชนะต่อฝรั่งเศสได้

แม้เวียดนามจะชนะการสู้รบแต่ฝรั่งเศสยังคงรับรองอำนาจของรัฐบาลเวียดนามใต้อยู่และได้ทำข้อตกลงเจนีวาที่ยังคงแบ่งเวียดนามออกเป็นสองส่วนไว้ก่อนและกำหนดให้มีการเลือกตั้งเพื่อรวมเวียดนามเป็นประเทศเดียวในอนาคต แต่การเลือกตั้งรวมประเทศไม่เกิดขึ้น เพราะหากเลือกตั้งเกิดขึ้นในขณะนั้นเวียดนามน่าจะเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ ดังนั้นสหรัฐอเมริกาได้ส่งทหารมาสนับสนุนรัฐบาลเวียดนามใต้ เพื่อต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ “สงครามเวียดนาม” จึงเกิดขึ้นระหว่างเวียดนามเหนือและใต้ สหรัฐอเมริกาได้ร่วมรบกับเวียดนามใต้โดยใช้การรบเต็มรูปแบบ การปูพรมทิ้งระเบิด การใช้สารเคมีหรือฝนเหลืองอันน่าสะพรึงกลัว แต่ไม่สามารถสู้กับการรบแบบกองโจรของเวียดนามเหนือได้การสู้รบดำเนินไปถึง 16 ปีในที่สุดกองทัพเวียดนามเหนือได้ชัยชนะ แต่ชาวเวียดนามต้องสูญเสียชีวิตทหารและประชาชนไปประมาณ 2 ล้านคน ประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามจึงได้กำเนิดขึ้นในปี พ.ศ.2518 อาจกล่าวได้ว่าการสร้างชาติและพัฒนาประเทศของเวียดนามจึงเริ่มต้นหลังการสิ้นสุดของสงครามมาไม่ถึง 40 ปีเท่านั้น

ประเทศเวียดนามยังคงถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศทีมีรายได้ต่ำ (low-income country) ที่มีรายได้ต่อหัวของประชากรน้อย ประชากรส่วนใหญ่ร้อยละ 75 อยู่ในเขตชนบท เวียดนามมีชายฝั่งทะเลยาวถึง 3,440 กิโลเมตร เวียดนามแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ เวียดนามเหนือ กลาง และใต้ เมื่อปีที่แล้วตอนที่ผมไปเยือนเวียดนาม ได้มีโอกาสนั่งรถจากฮานอยลงมาที่เมืองเว้ทางตอนกลาง ได้เห็นการก่อสร้างขยายความกว้างของถนนเส้นทางหมายเลข 1 ที่เป็นถนนยาวกว่า 2,300 กิโลเมตรที่เชื่อมเวียดนามจากเหนือจรดใต้ ซึ่งถ้าสร้างเสร็จเมื่อไรก็จะเร่งให้มีการพัฒนาประเทศมากยิ่งขึ้น

เนื่องจากเวียดนามเคยอยู่ภายใต้อิธิพลของจีน ดังนั้นใครที่ไปเวียดนามแล้วไปเยี่ยมเยียนตามวัดและโบราณสถานต่างๆ จะพบตัวหนังสือจีน ซึ่งเวียดนามได้ยืมตัวหนังสือมาใช้และปรับเปลี่ยนเสียงให้ตรงกับภาษาเวียดนาม แต่ภาษาเวียดนามปัจจุบันที่ใช้อยู่เกิดขึ้นจากบาทหลวงชาวฝรั่งเศสที่มาเผยแพร่ศาสนาท่านได้แปลภาษาพูดของเวียดนามโดยใช้อักษรโรมันแทน โดยมีสัญลักษณ์ที่คล้ายๆวรรณยุกต์ทั้งตัวบนและตัวล่าง เติมเข้าในอักษรโรมันเพื่อการออกเสียงที่ใกล้เคียงภาษาพูด ตัวอักษรนี้ถูกประกาศใช้เป็นภาษาราชการในช่วงที่เวียดนามตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส

คนเวียดนามนับถือศาสนาพุทธประมาณครึ่งหนึ่งของประชากรเท่านั้น ใครที่เคยไปพม่าจะเห็นความแตกต่างในเรื่องนี้ชัดเจนมากครับ เราจะเห็นคนพม่านั่งสวดมนต์ ทำสมาธิในวัด ซึ่งเราจะไม่พบภาพนี้ในเวียดนาม

ที่ปูพื้นฐานประวัติศาสตร์เวียดนามไว้ยาวสักหน่อยเป็นเพราะว่า เรื่องนี้จะทำให้เรา “เข้าใจ” บริบทของเวียดนามได้มากยิ่งขึ้น ทำให้เข้าใจว่าทำไมข้อมูลของทันตแพทย์เวียดนามจึงมีไม่ครบถ้วน ทำไมจึงมีการสำรวจสภาวะสุขภาพช่องปากระดับชาติเพียงครั้งเดียว เข้าใจว่าทำไมจึงไม่มีองค์กรที่ดูแลจรรยาบรรณของทันตแพทย์ในเวียดนาม เป็นต้น

เวียดนามมีประชากรประมาณ 90 ล้านคนมีมากกว่าไทยเกือบ 30 ล้านคน แต่มีพื้นที่ 331,689 ตารางกิโลเมตรซึ่งน้อยกว่าประเทศไทยเกือบหนึ่งในสาม แสดงว่า เวียดนามมีความหนาแน่นของประชากรมากกว่าไทยประมาณสองเท่า

ข้อมูลทันตแพทย์ในเวียดนามมีความไม่แน่นอน ส่วนใหญ่จะมีข้อมูลเฉพาะในภาครัฐเท่านั้น และข้อมูลส่วนใหญ่ที่ใช้อ้างอิงจะมาจากบทความการสำรวจสภาวะทันตสุขภาพของเวียดนามใต้ที่รายงานไว้ในปี 2010

ข้อมูลจากการสำรวจในพื้นที่เวียดนามใต้ในปี 2008 ที่มีประชากร 45 ล้านคน มีทันตแพทย์ในภาครัฐ 850 คน denturist (มีความหมายเป็น ช่างทันตกรรม) 400 คน และ ทันตาภิบาล 800 คน ซึ่งเมื่อรวมทันตแพทย์ภาคเอกชนไปด้วยแล้ว ในเวียดนามใต้ทันตแพทย์หนึ่งคนจะดูแลประชากร 43,000 คน โดยแยกเป็นเขตชนบทที่ทันตแพทย์หนึ่งคนจะดูแลประชากร 178,500 คนส่วนในเขตเมืองทันตแพทย์หนึ่งคนดูแลประชากร 13,400 คน หรือมีความแตกต่างกันถึง 13 เท่า เป็น ซึ่งเห็นได้ชัดถึงปัญหาการกระจายของทันตแพทย์ในเวียดนาม นอกจากนี้ยังพบว่า 156 อำเภอจาก 363 อำเภอในเขตนี้ไม่มีทันตแพทย์แม้แต่คนเดียว

เวียดนามมีโรงเรียนทันตแพทย์ที่เป็นของรัฐบาลรวม 8 แห่ง ซึ่งจะตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยแพทย์และเภสัชศาสตร์ (National University of Medicine and Pharmacy) ประกอบด้วยทางเหนือ 4 แห่งที่ Ha Noi, Thai Nguyen, Thai Binh, Hai Phong ที่ราบภาคกลาง 2 แห่งที่ Hueและ Tay Nguyen และอีก 2 โรงเรียนทางใต้ที่ Ho Chi Minh city, and Can Tho

ในโรงเรียนทันตแพทย์ที่ Hanoi, Ho Chi Minh และ Can Tho จะผลิตทันตแพทย์ได้ปีละ 100-180 คนส่วนโรงเรียนทันตแพทย์ที่เหลืออีก 5 แห่งจะมีขนาดเล็กกว่า ผลิตทันตแพทย์ได้ปีละ 50-70 คน

สำหรับความสัมพันธ์กับต่างประเทศ โรงเรียนทันตแพทย์ใน Hanoi, Ho Chi Minh และ Can Tho จะอยู่ในโครงการ Inetnational Dental Collaboration of the Mekong River (IDCMR) ร่วมกับประเทศไทย กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย พม่า ในโครงการมีการส่งอาจารย์ทันตแพทย์และนักศึกษาในโรงเรียนทันตแพทย์ทั้งสามแห่งมาแลกเปลี่ยนกับคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อย่างต่อเนื่อง

มีการสำรวจสภาวะทันตสุขภาพของเวียดนามในระดับชาติ เมื่อปีพ.ศ.2544 ซึ่งเป็นข้อมูลที่ค่อนข้างเก่ามาก ไม่มีการสำรวจสภาวะทันตสุขภาพในระดับชาติอีก มีแต่การสำรวจในแต่ละพื้นที่ แต่ละจังหวัด ข้อมูลที่นิยมใช้อ้างอิงจะเป็นการสำรวจสภาวะทันตสุขภาพในพื้นที่เวียดนามใต้ ที่ทำขึ้นเมื่อ ปีพ.ศ. 2553 ที่อาจจะพอบอกสุขภาพช่องปากของคนเวียดนามได้

ในปี พ.ศ.2544 เด็กอายุ 12 ปีของเวียดนามมีฟันแท้ผุเฉลี่ย 2.05 ซี่ต่อคน เกือบทั้งหมดไม่ได้รับการรักษา ซึ่งสะท้อนถึงระบบบริการทันตกรรมที่ยังขาดแคลนในเวียดนาม ข้อมูลในปี 2010 ที่สำรวจเฉพาะในพื้นที่เวียดนามใต้ให้ผลไม่แตกต่างกันมากนัก เด็กอายุ 12 ปี มีฟันผุเฉลี่ย 1.99 ซี่ต่อคน ฟันที่ได้รับการอุดมีมากขึ้นกว่าเดิมแต่ฟันเกือบทั้งหมดก็ยังไม่ได้รับการรักษา เมื่อคิดเป็นความชุกเด็กร้อยละ 68.5 มีฟันแท้ผุ เมื่อเทียบกับประเทศไทยแล้ว เด็กไทยอายุ 12 ปีมีฟันผุน้อยกว่า มีฟันผุเฉลี่ย 1.3 ซี่ต่อคนและคิดเป็นเด็กร้อยละ 52.3 ที่มีฟันผุ

สำหรับผู้ใหญ่อายุ 35-44 ปีที่เป็นโรคปริทันต์อักเสบ มีมากถึงร้อยละ 36.4 ที่มีร่องลึกปริทันต์ทั้งระดับลึกและตื้น ถ้าเทียบกับข้อมูลของประเทศไทยในปีพ.ศ.2555 ซึ่งพบว่า คนไทยมีโรคปริทันตอักเสบเพียงร้อยละ 15.6 เท่านั้น

เมื่อจบการศึกษาจากโรงเรียนทันตแพทย์แล้ว บัณฑิตที่จบใหม่สามารถเลือกได้ว่าจะทำงานในภาครัฐหรือภาคเอกชน ถ้าสนใจทำงานในโรงพยาบาลภาครัฐที่มีชื่อเสียง ทันตแพทย์จบใหม่จะต้องทำงานโดยไม่ได้รับเงินเดือน 1 ปี เพื่อที่จะได้รับการบรรจุภายหลัง แต่ในโรงพยาบาลรัฐที่ขาดแคลนทันตแพทย์จะได้บรรจุทันที ทันตแพทย์ในภาครัฐจะได้เงินเดือนน้อยมาก ทันตแพทย์จบใหม่ที่ทำงานในโรงพยาบาลของรัฐจะได้เงินเดือนประมาณ 6,500 บาทเท่านั้น ดังนั้นโดยทั่วไปทันตแพทย์ที่ทำงานในโรงพยาบาลของรัฐจะทำคลินิกเอกชนตอนเย็น คล้ายๆกับทันตแพทย์รัฐในประเทศไทย โดยจะเริ่มงานประมาณ 4 โมงครึ่งและเลิกงาน 2 ทุ่ม

เพื่อนทันตแพทย์ชาวเวียดนามบอกว่า ถ้าเทียบทันตแพทย์เวียดนามกับไทยแล้ว ทันตแพทย์ไทยจะมีฐานะและตำแหน่งในสังคมดีกว่าทันตแพทย์ในเวียดนาม

คลินิกทันตกรรมเอกชนในเวียดนาม มักจะเป็นคลินิกเล็กๆที่มียูนิตทำฟัน 1-2 ตัว เนื่องจากว่า ทันตแพทย์ที่เป็นมือปืน (มาช่วยรักษาผู้ป่วยในคลินิกให้เจ้าของคลินิก) จะได้รับส่วนแบ่งรายได้ค่ารักษาร้อยละ 35 เท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าในไทย ที่ได้ 50:50 ซึ่งชัดเจนว่าระบบการแบ่งรายได้ระหว่างเจ้าของคลินิกกับทันตแพทย์นั้นมีผลต่อขนาดของคลินิกทันตกรรม ในญี่ปุ่นเองคลินินกทันตกรรมเอกชนก็จะแบ่งรายได้ให้ทันตแพทย์ ร้อยละ 30-35 ซึ่งทำให้เกิดคลินิกทันตกรรมเล็กๆ อยู่ทุกหนแห่ง ทันตแพทย์ที่ได้ส่วนแบ่งในสัดส่วนที่น้อยก็จะหันมาเปิดคลินิกของตนเองแทน จะมีเฉพาะคลินิกเอกชนในเมืองใหญ่ๆ เช่น Hanoi, Ho Chi Minh, Hai Phongและ Can Tho ที่จะเปิดเป็นคลินิกขนาดใหญ่ มีทันตแพทย์เฉพาะทางให้บริการ

ราคาค่าทำฟันในคลินิทันตกรรมเอกชนจะมีอัตราใกล้เคียกับโรงพยาบาลรัฐบาล สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าภาคเอกชนกับรัฐเป็นคู่แข่งกันในการให้บริการทันตกรรม คลินิกเอกชนไม่สามารถคิดราคาค่าทำฟันให้สูงกว่าภาครัฐ เพราะกลุ่มผู้ป่วยจะเป็นกลุ่มเดียวกัน แต่จะยกเว้นคลินิกใหญ่ๆ ในตัวเมือง ที่มุ่งเป้าไปยังผู้ป่วยที่เป็นคนรวย ราคาค่ารักษาอาจแพงขึ้น 2 เท่า ส่วนราคาค่าทำฟันสำหรับให้นิสิตในมหาลัยฝึกปฎิบัติจะมีราคาถูกมาก

ขอยกตัวอย่าง อัตราค่าทำฟันของคลินิกเอกชนและโรงพยาบาลรัฐ มาบางรายการ (คิดที่อัตราแลกเปลี่ยน 10 บาทเท่ากับ 7,000 ดอง) ตัวอย่างเช่น ถอนฟันแท้ 150-450 บาท ขูดหินน้ำลาย 150-300 บาท อุดฟัน 75-300 บาท ฟันเทียมถอดได้ฐานพลาสติก 300-450 บาท ครอบฟันฟอร์ซเลนแบบไทเทเนียม 3,000 บาท ครอบฟันแบบโลหะมีค่า 10,000 บาท จัดฟัน 30,000 บาทเป็นต้น ซึ่งราคาตำ่กว่าในประเทศไทย

การรับนักท่องเที่ยวมาทำฟันในประเทศเวียดนามเริ่มมีความนิยม มีหลายคลินิกที่ทำเวบไซด์ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ป่วยจากประเทศสหรัฐอเมริกา ยุโรป หรือออสเตรเลียเข้ามาทำฟัน มีบางคลินิกระบุชัดว่า ค่ารักษาทางทันตกรรมของเวียดนามถูกกว่าไทยประมาณร้อยละ 20 เพื่อดึงดูดให้มาเวียดนามแทนที่จะเป็นประเทศไทย และโฆษณาว่ารักษาโดยทันตแพทย์เวียดนามที่จบเฉพาะทางจากต่างประเทศ ซึ่งเหตุผลส่วนหนึ่งที่การท่องเที่ยวทำฟันได้รับความนิยมากขึ้น เนื่องมาจากสมัยสงครามที่คนเวียดนามอพยพไปอยู่ในสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในแคลิฟอร์เนีย และออสเตรเลีย และได้สร้างครอบครัวที่ประเทศนั้นๆ จนปัจจุบันที่มีเศรษฐานะดีขึ้นได้ชักชวนคนในประเทศดังกล่าวกลับเข้ามาทำฟันในเวียดนาม

 

โรงพยาบาลเอกชนมีสัดส่วนน้อยมาก

ในเวียดนามสถานบริการส่วนใหญ่เป็นของรัฐ โรงพยาบาลเอกชนมีสัดส่วนน้อยมาก แต่กำลังขยายตัวเพิ่ม จากข้อมูล รพ.รัฐในเวียดนามมีอยู่ 1,000 แห่ง มีจำนวนเตียงผู้ป่วย 189,855 เตียง ส่วนภาคเอกชนจะมี รพ.เอกชน 108 แห่ง มีจำนวนเตียง 6,500 เตียง สัดส่วนเตียงของ รพ.เอกชนคิดเป็นแค่ร้อยละ 3 ของระบบทั้งหมด ส่วนในไทย ข้อมูลปีพ.ศ. 2554 รพ.เอกชนมีจำนวนเตียงร้อยละ 21 ของระบบทั้งหมด

ส่วนของรพ.รัฐ จะแยกเป็นรพ.ทั่วไป 11 แห่ง รพ.เฉพาะทาง 25 แห่ง รพ.จังหวัด 230 แห่ง และโรงพยาบาลอำเภอ 734 แห่ง นอกจากนี้ยังมีสถานีอนามัยหรือ communal health center 10.732 แห่ง

คนเวียดนามจ่ายเงินดูแลสุขภาพของตนเองเป็นหลัก

จากข้อมูลในปี พ.ศ. 2550 เวียดนามใช้จ่ายในเรื่องสุขภาพร้อยละ 7.1 ของ GDP และเกือบทั้งหมดของค่าใช้จ่ายมาจากการใช้จ่ายเงินโดยตรงของประชาชน (Out-of-pocket) โดยที่ครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายจะจ่ายให้สถานพยาบาล หนึ่งในสี่จ่ายเป็นค่ายา ส่วนค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของรัฐมีเพียงร้อยละ 8.7 ของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพทั้งหมด ซึ่งแสดงถึงว่า ประชาชนเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการดูแลสุขภาพของตนเองเมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลของประเทศไทยในปี พ.ศ.2556 ที่ค่าใช่จ่ายในเรื่องสุขภาพของไทยใช้เพียงร้อยละ 3.9 ของ GDP และค่าใช้จ่ายของภาครัฐในเรื่องสุขภาพมีมากถึงร้อยละ 75

 

ข้อมูลในปีพ.ศ.2549 คนเวียดนามกว่าร้อยละ 40 ไม่มีหลักประกันสุขภาพใดๆ เจ็บป่วยต้องใช้เงินส่วนตัวในการรักษา ซึ่งคนส่วนนี้คือ ชาวนาและเจ้าของกิจการส่วนตัว(ที่ไม่มีเงินเดือนประจำ) ส่วนอีกร้อยละ 60 มีหลักประกันในระบบ Social Health Insurance (SHI) ซึงในระบบ SHI จะมีคนอยู่สองระบบ คือ 1. ภาคบังคับข้าราชการและผู้มีรายได้ประจำทุกคน 2. ภาคสมัครใจที่คนที่สมัครใจเข้าร่วม โดยคนที่อยู่ทั้งในภาคบังคับและภาคสมัครใจจะต้องจ่ายเงินสมทบตามฐานเงินเดือน ส่วนเด็กที่อายุน้อยกว่า 6 ปี คนจน ชนกลุ่มน้อย ทางรัฐบาลจะเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณให้เองเพื่อเข้ามาในระบบ SHI ซึ่งจะได้รับสิทธิตามที่กำหนด เช่น ค่ารักษาโรค ค่ายา ค่าฟื้นฟูสภาพ การตรวจคัดกรองโรคบางโรค รวมทั้งค่าเดินทางมารับการักษาสำหรับคนจน เป็นต้น

การไม่ได้บังคับให้ประชาชนทุกคนเข้าในระบบประกันสุขภาพ จะทำให้ประชาชนที่สมัครใจเข้าร่วมในหลักประกันสุขภาพจะเป็นคนที่โรคประจำตัวอยู่แล้ว เพื่อที่จะได้ลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลลง เพราะต้องจ่ายเงินค่ารักษาเพียงร้อยละ 5-20 เท่านั้น ในทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข เรียกปรากฎการณ์นี้ว่า adverse selection ทำให้คนที่อยู่ในกองทุนประกันสุขภาพมีแต่ผู้ป่วยเป็นส่วนใหญ่ และผู้ที่มีหลักประกันสุขภาพแล้ว การไปใช้บริการสุขภาพจะมากขึ้น ซึ่งในบางครั้งอาจะไม่จำเป็นเท่าใดนัก ซึ่งเรียกว่า moral hazard ทั้งสองประการนี้ ทำให้กองทุนประกันสุขภาพ ประสบภาวะปัญหาเรื่องการเงิน มีแต่คนป่วยมาเข้าร่วมและใช้บริการมากเกินความจำเป็น

โรงพยาบาลรัฐ เมื่อให้บริการผู้ป่วยแล้ว ก็จะเก็บเงินค่ารักษาจากผู้ป่วย ร้อยละ 5-20 ส่วนที่เหลือจะเรียกเก็บจากกองทุนประกันสุขภาพ ซึ่งโรงพยาบาลจะได้รับเงินเต็มจากบริการที่ให้ ระบบนี้เรียกว่า fee-for-services โรงพยาบาลจะไม่มีการขาดทุน ยิ่งบริการมากก็ยิ่งจะได้รายได้เข้าโรงพยาบาลมากขึ้น ซึ่งระบบนี้ต่างกับไทย ที่สปสช.ใช้เหมาจ่ายรายหัวที่แน่นอน โรงพยาบาลจะได้เงินก้อนหนึ่งไว้จัดบริการตามรายหัวประชาชนที่ขึ้นทะเบียน หากให้บริการมากโรงพยาบาลจะขาดทุน แต่อย่างไรก็ตามระบบการจ่ายเงินแบบ fee-for-sevices จะเป็นระบบที่ไม่สามารถควบคุมงบประมาณสุขภาพของประเทศได้ ถ้าโรงพยาบาลทั่วประเทศให้บริการมากเท่าใด งบประมาณก็จะขยายตัวมากเท่านั้น ซึ่งอาจทำให้กองทุนประกันสุขภาพมีงบประมาณไม่เพียงพอก็เป็นไปได้

ในส่วนที่ผู้ป่วยจะต้องร่วมจ่ายเงิน co-payment ร้อยละ 5-20 ของค่ารักษานั้นขึ้นกับว่าเป็นการรักษาแบบใด (ในระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทย จะร่วมจ่าย 30 บาท) แต่จะมีเพดานกำหนดว่า ในการรักษาที่มีค่าใช้จ่ายสูงจะร่วมจ่ายไม่เกิน 40 เท่าของเงินเดือน เพื่อป้องกันการล้มละลายจากการรักษาพยาบาล

ส่งท้าย

เวียดนามมีความแตกต่างกับไทยในหลายๆด้าน ทั้งประวัติความเป็นมาของชาติ การพัฒนาประเทศ ระบบของคลินิกทันตกรรม โรงพยาบาล รวมถึงระบบประกันสุขภาพของประเทศ การได้รู้จักและเข้าใจประเทศเพื่อนบ้านของเรา จะสร้างให้เกิดความสัมพันธ์อันดีและนำไปสู่ความร่วมมือต่อกันหลายๆด้านในอนาคต

ขอขอบคุณ Dr. Thu Nhan อาจารย์ทันตแพทย์ชาวเวียตนาม จาก National University of Medicine and Pharmacy, Can Tho นิสิตปริญญาเอก ภาควิชาทันตกรรมชุมชน คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาฯทีให้ข้อมูลเพิ่มเติม

 

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

??????????? thaidentalmag.com