Column ประจำ
Sponsor

จากบทความตอนที่แล้วทุกๆ คนคงได้รู้จักคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง และโรงพยาบาลช่องปากแห่งมหาวิทยาลัยปักกิ่ง
(Peking University Hospital of Stomatology) กันไปบ้างแล้วในภาพรวม

ในบทความนี้ผู้เขียนจะเล่าถึงประสบการณ์ที่ได้มาศึกษาต่อและการใช้ชีวิตในกรุงปักกิ่ง ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน ในระยะเวลา 1 ปี ซึ่งผู้เขียนได้มาศึกษาต่อในหลักสูตร Fellowship Programs ทางด้านศัลยศาสตร์ช่องปากและแม็กซิลโลเฟเชียลโดยเน้นงานด้านการผ่าตัดเนื้องอก การบูรณะกระดูกขากรรไกรและใบหน้าภายหลังการผ่าตัดที่โรงพยาบาลช่องปากแห่งมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ในหลักสูตรเดียวกันนี้มีนักเรียนจากต่างชาติรวมผู้เขียนเป็น 5 คน โดยมาจากประเทศซูดาน มาเลเซีย เนปาล และออสเตรเลีย ซึ่งระหว่างที่เรียนก็มีแพทย์จากต่างชาติแวะมาดูงานกันเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นจากประเทศสิงคโปร์ เยอรมนี และสหรัฐอเมริกา แต่มาระยะเวลาสั้นๆ หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมถึงต้องมาเรียนต่อหลักสูตรนี้กันที่ประเทศจีน ทำไมไม่เป็นสหรัฐอเมริกา หรือเยอรมนี ดังเช่นอาจารย์สาขาศัลยศาสตร์ช่องปากฯ รุ่นก่อนๆ จากการได้ศึกษาข้อมูลในการเรียนต่อด้วยตัวเอง และจากการได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดกันกับเพื่อนๆ ชาวต่างชาติ ทุกคนคิดเห็นเหมือนกัน คือ

ข้อแรกประเทศจีนยอมรับผู้ที่จบทันตแพทยศาสตร์บัณฑิต ไม่จำเป็นต้องจบแพทยศาสตร์บัณฑิตร่วมด้วย ข้อที่สองประเทศจีนมีค่าครองชีพที่ต่ำกว่า 3 ประเทศข้างต้น ข้อที่สามประเทศจีนมีประชากรเยอะมากจึงทำให้มีจำนวนผู้ป่วยเยอะและหลากหลายตามไปด้วย ข้อที่สี่ในสถาบันที่ผู้เขียนได้มาศึกษาต่อนี้ยินยอมให้ผู้เขียนได้ฝึกทักษะในการผ่าตัดร่วมกับ Professor ด้วยซึ่งสองข้อสุดท้ายนี้เป็นสิ่งที่เราทุกคนรู้กันอยู่แล้วว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับแพทย์ผ่าตัดที่ต้องการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มพูนทักษะและประสบการณ์

จึงเป็นประเทศที่ผู้เขียนตัดสินใจเลือกที่จะมาศึกษาต่อ และเป็นประเทศที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากแพทย์ผ่าตัดชาวต่างชาติ นอกจากนั้นประเทศจีนยังมีการใช้และพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ สำหรับช่วยการผ่าตัด เพื่อให้การผ่าตัดมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นเช่น การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการวางแผนและช่วยในระหว่างการผ่าตัด และการประดิษฐ์หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด เป็นต้น โดยมีการทำวิจัยทางด้านคลินิกเพื่อพัฒนาการผ่าตัดและเทคโนโลยีช่วยผ่าตัด มีการตีพิมพ์ผลงานวิจัยมากมายจนเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในระดับนานาชาติ จนได้รับเป็นศูนย์กลางของการศึกษาต่อยอดในด้าน Oral and Maxillofacial Oncology and Reconstructive Surgery ของสมาคมศัลยกรรมช่องปากและแม็กซิลโลเฟเชียลแห่งนานาชาติ (IAOMS, International Association of Oral and Maxillofacial Surgeons) และAOCMF international and AOCMF Reference Center-Asia Pacific (AO Craniomaxillofacial Fellowship)

ในหลักสูตรแพทย์ประจำบ้าน หรือหลักสูตรแพทย์เฉพาะทางในด้านศัลยศาสตร์ช่องปากฯ ในประเทศจีนนั้น มีหลักสูตร ระดับปริญญาโทเรียน 3 ปี และระดับปริญญาเอกเรียน 5 ปี สามารถศึกษาต่อได้หลังจากจบทันตแพทยศาสตร์บัณฑิตแล้ว แต่การแข่งขันเพื่อให้ได้เรียนต่อในหลักสูตรทั้ง 2 นี้ก็ค่อนข้างสูงมาก โดยหลักสูตรจะครอบคลุมการเรียนทางด้านแพทย์ด้วย และต้องผ่านการสอบทางด้านแพทยศาสตร์ด้วย ผู้ที่สอบทางด้านแพทยศาสตร์ผ่านก็จะได้วุฒิแพทยศาสตร์บัณฑิตด้วย นอกจากนั้นที่ประเทศจีนนี้หากต้องการเป็นศัลยแพทย์ช่องปากฯ แล้ว จะสามารถสอบแข่งขันเพื่อเข้ามาเรียนในหลักสูตรนี้ได้เลยตั้งแต่การสอบเข้ามหาวิทยาลัย โดยจะเป็นหลักสูตร 8 ปี ซึ่งการเรียนจะแตกต่างจาก 2 หลักสูตรแรก คือ ตั้งแต่เนื้อหาวิชาที่เรียนในหลักสูตรจะมีการเน้นการเรียนทางด้านแพทย์มากขึ้น แต่ก็ยังต้องเรียนเนื้อหาทางด้านทันตแพทย์ในทุกสาขาร่วมด้วย เมื่อจบหลักสูตรจะเป็นวุฒิแพทยศาสตร์บัณฑิตเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ทันตแพทยศาสตร์บัณฑิต และได้เรียนอย่างต่อเนื่องจนจบหลักสูตร นอกจากนั้นยังมีโอกาสที่จะได้รับการทำงานต่อในโรงพยาบาลช่องปากแห่งมหาวิทยาลัยปักกิ่งนี้มากกว่าอีกด้วย ซึ่งถือเป็นหลักสูตรที่ดีมาก เพราะเป็นหลักสูตรที่ค่อนข้างรวบรัดและมีเนื้อหาหลักสูตรเพื่อมุ่งตรงสู่ความเป็นศัลยแพทย์ช่องปากฯ เลย สำหรับชาวต่างชาติที่สนใจศึกษาในหลักสูตรแพทย์ประจำบ้านในประเทศจีนนั้น จะต้องสอบผ่านภาษาจีนระดับ 4 จึงจะสามารถสมัครเรียนในหลักสูตรปริญญาโท หรือปริญญาเอกได้

จากประสบการณ์ 1 ปีที่ผู้เขียนได้อยู่ร่วมกับแพทย์ประจำบ้านของที่โรงพยาบาลแห่งนี้ มีความรู้สึกว่าการเรียนที่ปักกิ่งนั้นค่อนข้างที่จะเรียนกันอย่างเข้มข้นกว่าในประเทศไทยเราค่อนข้างมาก เนื่องด้วยจำนวนผู้ป่วยที่มีมากและมีความหลากหลายกว่ามาก (เรียกว่าโรคที่ในหนังสือ text books บอกว่าพบได้น้อยมาก ท่านสามารถพบได้เรื่อยๆ ในผู้ป่วยที่ประเทศจีน เช่น synovial chondromatosis, osteosarcoma of jaw, primary malignant melanoma of the oral cavity เป็นต้น) มีการกำหนดจำนวนการผ่าตัดขั้นต่ำที่ค่อนข้างสูง เช่น แพทย์ประจำบ้านจะต้องเป็นผู้ช่วยผ่าตัดอย่างน้อย 150 ราย เป็นผู้ผ่าตัดเองอย่างน้อย 25 รายสำหรับการผ่าตัดใหญ่ (เช่น radial forearm free flap, fibula free flap, neck dissection เป็นต้น) และ 25 ราย สำหรับการผ่าตัดเล็ก (เช่น cleft surgery, cyst curettage, parotidectomyเป็นต้น) แต่แพทย์ทุกคนที่เรียนก็ได้เกินเกณฑ์ขั้นต่ำกันและเกินกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำมากเพราะจำนวนเคสที่มีมากและมีการผ่าตัดกันหลายรายใน 1 วัน โดยเฉลี่ยประมาณ 25 รายต่อวัน แพทย์ประจำบ้านแต่ละคนจะได้เข้าเคสประมาณคนละ 3-4 รายต่อวัน ในขณะที่หลักสูตรของประเทศไทยไม่มีการกำหนดจำนวนการผ่าตัดขั้นต่ำ นอกจากนี้การสอบเพื่อให้ผ่านในแต่ละปีก็ค่อนข้างเข้มข้น คือมีการสอบตั้งแต่สอบข้อเขียน สอบปากเปล่า สอบการเตรียมผู้ป่วยก่อนการผ่าตัด การผ่าตัดในผู้ป่วยและการดูแลหลังการผ่าตัด ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะแสดงถึงว่าการเรียนในระบบนี้ทุกคนที่จบสามารถผ่าตัดได้จริงและมีความพร้อมในการดูแลผู้ป่วยได้ ซึ่งแตกต่างกับที่ประเทศไทยที่การสอบเป็นเพียงข้อสอบ และการสอบปากเปล่าเพียงเท่านั้น นอกจากนั้นทุกคนที่เรียนจะต้องทำวิจัยทางด้านคลินิกและต้องตีพิมพ์ในวารสารซึ่งเป็นผลดีแก่ประเทศในการพัฒนางานทางด้านการผ่าตัด และช่วยพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการช่วยผ่าตัดอีกด้วย

ถือว่าเป็น 1 ปี ที่คุ้มค่ามากสำหรับผู้เขียนกับการได้มาศึกษาต่อ ณ ที่แห่งนี้ ได้ทั้งความรู้ ทักษะในการผ่าตัด การดูแลผู้ป่วย และได้เห็นระบบต่างๆ ของโรงพยาบาล ได้รู้ถึงระบบการเรียนการสอนของหลักสูตรศัลยศาสตร์ช่องปากฯ ที่มีความพร้อม แต่ในขณะที่ผู้เขียนมาศึกษาต่อนี้ก็ใช่ว่าทุกอย่างจะราบรื่นทั้งหมด ปัญหาหลักที่ถือว่าเป็นอุปสรรคมากในการเรียนนี้ คือ เรื่องภาษา เนื่องจากผู้เขียนไม่มีพื้นฐานทางด้านภาษาจีนมาก่อนเลย แต่หากจะสื่อสารกับแพทย์ที่เรียนด้วยกันหรือกับอาจารย์นั้นสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ แต่ก็จะมีปัญหาในการสื่อสารกับผู้ป่วย และการสื่อสารในการใช้ชีวิตประจำวัน ปัญหาหลักจริงๆ ของเรื่องภาษาสำหรับในการเรียน คือ ศัพท์ต่างๆ เช่น ชื่อโรค ชื่อยา ชื่อเครื่องมือผ่าตัด ชื่ออวัยวะและกายวิภาคต่างๆ ไม่มีการใช้ภาษาอังกฤษ โดยมีการเปลี่ยนชื่อและใช้เป็นภาษาจีนทั้งหมด ทำให้มีปัญหามากในช่วงแรกๆ ของการมาเรียน แต่ก็สามารถท่องจำและสามารถปรับตัวได้ นอกจากปัญหาด้านภาษาแล้วสภาพสังคมของประเทศจีนก็เป็นปัญหาหนึ่งในการดำรงชีวิตประจำวัน โดยสังคมของประเทศจีนนั้นเป็นสังคมที่มีการแข่งขันกันค่อนข้างสูง มีความเร่งรีบในการดำเนินชีวิตบ้านเมืองค่อนข้างแออัดเต็มไปด้วยตึกสูง มีมลพิษค่อนข้างมาก ประชากรหนาแน่น ทำให้เราก็ต้องพยายามปรับตัวให้สามารถเข้ากับสภาพสังคมให้ได้ด้วย ช่วงเวลาเร่งรีบในการเดินทางไปทำงานรถไฟใต้ดินนั้นจะค่อนข้างแน่นมาก ซึ่งก่อนจะมาเรียนผู้เขียนได้มาสำรวจก่อนแล้ว จึงเลือกหาที่พักที่อยู่ไม่ไกลจากโรงพยาบาล และสามารถเดินหรือใช้รถประจำทางแทนได้ โรงพยาบาลแห่งนี้ตั้งอยู่ค่อนข้างจะเป็นใจกลางของกรุงปักกิ่ง ทำให้ราคาค่าเช่าที่อยู่อาศัยนี้ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับขนาดและลักษณะของห้องพัก อย่างเช่นห้องพักของผู้เขียนมีขนาด 21 ตารางเมตร ค่าเช่าประมาณ 35,000 บาทต่อเดือน และเนื่องจากเป็นเมืองหลวงจึงทำให้มีค่าครองชีพที่ค่อนข้างแพงด้วย

การได้มาเรียนต่อในต่างประเทศนั้นถือว่าเป็นโอกาสและประสบการณ์ที่ดีมากในทุกๆ วิชาชีพ เพราะทำให้เราได้เปิดโลกทัศน์ ได้เห็นและได้สัมผัสวิทยาการที่ก้าวหน้าและทันสมัยต่างๆ ได้เรียนรู้และได้แลกเปลี่ยนความคิดและวัฒนธรรมของนานาประเทศ แม้ในการเรียนและการดำรงชีวิตประจำวันอาจมีอุปสรรคบ้างก็ตาม แต่เมื่อเราสามารถผ่านอุปสรรคเหล่านี้ไปได้ เราก็จะแข็งแกร่งขึ้นและจะสามารถเผชิญกับสิ่งต่างๆ ที่อาจจะผ่านเข้ามาในชีวิตต่อไปได้ดีขึ้นและสามารถนำสิ่งต่างๆ จากประสบการณ์ในระหว่างที่เรียนนั้นมาช่วยในการพัฒนาการศึกษาของทันตแพทย์ประเทศไทยต่อไป

กิตติกรรมประกาศ ขอขอบพระคุณ
อ.นพ.ทพ.ประสาน ตั้งจาตุรนต์รัศมี อ.ทพ.ศุภผล เอี่ยมเมธาวี อ.ทพ.ยุวบูรณ์ จันทร์แจ่มจรูญ และ ผศ.ทพญ.ดร. ลัดดาวัลย์ สุนันท์ลิกานนท์ 
อาจารย์ผู้ซึ่งให้การสนับสนุนต่อการมาศึกษาฝึกอบรมในครั้งนี้

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

??????????? thaidentalmag.com