Column ประจำ
Sponsor

เรียนรู้ชีวิตนอกห้องเรียน

โดย : ภาควิชาทันตกรรมชุมชน คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Tags : ทันตกรรมชุมชน จุฬา , เรียนรู้ชีวิตนอกห้องเรียน , ตลาดนัดวิชาการ , academic expo , ภาคสนาม ทันตแพทย์จุฬา

คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดประสบการณ์เรียนรู้ภาคสนามนอกห้องเรียนสำหรับนิสิตทันตแพทย์ เริ่มในชั้นปีที่ 4 ที่ไปเรียนรู้และเข้าใจชุมชน ชั้นปีที่ 5 เรียนรู้และทำโครงการทันตกรรมในโรงเรียน และไฮไลท์ในชั้นปีที่ 6 ฝึกปฎิบัติงานและทำโครงการในชุมชนนาน 5 สัปดาห์

เคยมีคำถามว่า
“ในอนาคต ถ้าตำแหน่งทันตแพทย์ในโรงพยาบาลชุมชนเต็ม
ไม่มีสัญญาบังคับให้ทำงานชดใช้ทุน วิชาทันตกรรมชุมชนยังคงจำเป็นที่
จะให้นิสิตทันตแพทย์เรียนรู้อีกหรือไม่”

คำถามนี้ท้าทายมากครับ เราอาจตอบคำถามนี้ได้ จากการไปเยี่ยมชมงาน “ตลาดนัดวิชาการ Academic Expo” เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ไปดูว่า นิสิตทันตแพทย์ จุฬาฯ ชั้นปีที่ 6 ที่ไปฝึกปฎิบัติงานในชุมชนเป็นกลุ่มย่อยๆกลุ่มละ 4-6 คน กระจายตามพื้นที่ต่างๆของประเทศไทย รวม 24 พื้นที่ พวกเขาได้เรียนรู้นอกห้องเรียนอะไรกันบ้าง ในงานนี้พวกเขาจะนำสิ่งที่เรียนรู้ตลอด 5 สัปดาห์มาแลกเปลี่ยนกัน

 

ภาควิชาทันตกรรมชุมชนเลือกใช้ “ตลาดนัดวิชาการ” ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดย นำแนวคิดของ “ตลาดนัด” ที่เป็นพื้นที่ชั่วคราวในการแลกเปลี่ยนสินค้า มาใช้เป็นพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนสิ่งที่นิสิตได้เรียนรู้จากการฝึกงานในชุมชน นิสิตจะต้องจัดเตรียม “ร้านค้า” ของตนเองให้ดึงดูดใจคนที่จะแวะมาเพื่อชมและซื้อสินค้าที่เป็น “วิชาการ” ในปีนี้นิสิตได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง ดึงประเด็นที่ได้จากการฝึกปฎิบัติงานมาแสดงผ่านสัญลักษณ์ ความหมายต่างๆ หลายกลุ่มดึงเอาจุดเด่นของพื้นที่ วัฒนธรรมท้องถิ่น หรือแม้กระทั่งจินตนาการและภาพฝันเรื่องราวต่างๆได้เกินความคาดหมายของอาจารย์ นิสิตใช้เวลาตระเตรียมตกแต่งร้านค้ากันอย่างเต็มที่ สนุกสนาน มีบรรยากาศการแข่งขันกันว่า ร้านค้าของใครจะดึงดูดใจมากกว่ากัน

แนวคิดการนำเสนอที่ใช้ตลาดนัดวิชาการนี้ได้ใช้มา 5-6 ปีแล้ว เดิมเราเคยใช้นำเสนอบนเวทีในห้องประชุม ปรากฎว่าไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร เพราะการ ใช้สไลด์นำเสนอบนเวที แม้จะนำเสนอดีอย่างไร นิสิตส่วนใหญ่ก็จะตั้งใจฟังไม่ได้ตลอด แม้คนที่ตั้งใจฟังอย่างดีก็จะไม่กล้า "ถาม” บนเวทีใหญ่ที่มีเพื่อนนั่งอยู่ร้อยกว่าคน ทำให้บรรยากาศในการแลกเปลี่ยนมีน้อยมาก ต่อมาเมื่อเปลี่ยนให้เป็นการนำเสนอโดยใช้โปสเตอร์แบบงานประชุมวิชาการทั่วไป ด้วยความแข็งตัวของรูปแบบ ที่ต้องมี บทนำ วัตถุประสงค์ วิธีการ ผลลัพธ์ และสรุป ในแผ่นโปสเตอร์ ทำความรู้ที่ไม่สามารถเขียนเป็นตัวอักษรได้ ความรู้ที่เป็นประสบการณ์ตรงของนิสิตไม่ถูกถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนกันในหมู่เพื่อนได้

เช้าวันนำเสนอตลาดนัดวิชาการ หลังจากท่านคณบดีคณะทันตฯ จุฬาฯ กล่าวเปิดงานและมอบเกียรติบัตรให้แก่อาจารย์พิเศษที่เป็นทันตแพทย์ในโรงพยาบาลชุมชน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดแล้ว เราเริ่มงานจากการ “ปล่อยของ” ซึ่งนิสิตแต่ละกลุ่มมีเวลา 3-5 นาทีในการแนะนำร้านค้าวิชาการของตนเองให้เพื่อนๆสนใจ โดยหวังว่าเมื่อเปิดร้านค้าจะได้มีเพื่อนๆจำนวนมาก เข้ามาเยี่ยมชมและซื้อสินค้าวิชาการของตน

ช่วงปล่อยของนี้ สนุกสนานมาก บางกลุ่มบอกใบ้ให้มาติดตามชม บางกลุ่มก็เล่าเรื่องราวของงานที่ทำเกือบทั้งหมด บางกลุ่มปล่อยของไม่เกี่ยวกับที่ไปฝึกปฎิบัติงานก็มี มีการแสดงโชว์ศิลปวัฒธรรมของพื้นที่ เรียกว่าจัดเต็มกันทุกกลุ่มทีเดียว

นิสิตแต่ละกลุ่มจะถูกกำหนดให้ครึ่งหนึ่ง (2-3 คน)เฝ้าร้านของตนเอง และอีกครึ่งหนึ่งออกไปชมตลาด กลุ่มที่เฝ้าร้านตนเองก็จะมีหน้าที่ในการเชิญชวนและขายสินค้าในร้าน เป็นกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่สนุกสนานน่าสนใจ นิสิตเจ้าของร้านที่ภาคภูมิใจกับการฝึกปฎิบัติงานในพื้นที่ ก็จะเล่าเรื่อง อธิบายกิจกรรมที่ทำ หรือบางครั้งก็เป็นการตั้งคำถามให้คนที่มาชมสินค้าช่วยตอบ บางกลุ่มผูกเรื่องได้เป็นขั้นเป็นตอน แบ่งงานกันนำเสนอขายสินค้า ส่วนอาจารย์พิเศษและอาจารย์ภาควิชาทันตกรรมชุมชนมีหน้าที่ไปเยี่ยมชมร้านค้า เพื่อถามคำถามเด็ดๆ ให้นิสิตได้คิดและหาคำตอบให้ได้ เมื่อหมดเวลานิสิตกลุ่มที่เฝ้าร้านก็จะสลับออกไปชมตลาดบ้าง ส่วนนิสิตที่ชมตลาดมาแล้วก็จะมาเฝ้าร้านของตนเองแทนเพื่อน

“พอไปออกชุมชน ได้คุยกับชาวบ้าน ทำให้ได้รู้ว่า ชาวบ้านไม่ใช่คนไม่ดี โง่ ไม่มีความรู้ จึงเป็นโรค ไม่ยอมดูแลตนเอง เพราะมองลึกลงไปแล้ว บางคนทำงานหาเช้า กินค่ำ เวลาจะแปรงฟันก่อนนอนยังไม่มี แล้วหมอจะหวังอะไรจากชาวบ้านคนนี้ เราได้เห็นคนไข้เป็นคนมากขึ้น มีพฤติกรรมที่ต่างเฉพาะแต่ละบุคคล เพราะสิ่งแวดล้อมวิถีชีวิต และความเป็นมาของชีวิตเขามันต่างกัน”

นิสิตกลุ่มที่ได้ไปฝึกงานที่ภาคเหนือ ได้เล่าว่า “การที่ได้ออกไปดูงานชุมชนทำให้ได้มองเห็นวิถีชีวิตของคนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งอยู่ห่างไกลจากเมือง ชาวเขาที่เรามักจะคิดว่าอยู่กันอย่างยากลำบาก มีรูปแบบการใช้ชีวิตหรือการแต่งกายที่ต่างออกไป แต่เมื่อเราได้เข้าไปเห็นด้วยตาตัวเองแล้วกลับพบว่าชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเค้าก็ไม่ได้เลวร้ายหรือแตกต่างไปจากคนอื่นนัก ถึงแม้ว่าบ้านช่องจะไม่ได้ตกแต่งสวยงามหรือดูสะอาดนัก แต่ก็มีถนนคอนกรีต ดูทีวี แล้วก็แต่งกายเหมือนชาวบ้านในเมืองทั่วๆไป จะต่างก็ตรงที่พวกเค้ามีอาหารการกินที่สมบูรณ์กว่า แทบจะเรียกได้ว่าแค่เดินออกมาจากบ้านก็มีวัตถุดิบอยู่รอบตัวเลยทีเดียว จริงอยู่ที่ชาวเขาจำนวนมากค่อนข้างยากจน ไม่มีเงินไปซื้อของใช้ฟุ่มเฟือยนัก แต่ก็มีปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตอยู่กับตัว ต่างจากเราที่ต้องหาเงินแม้เพียงเพื่อจะไปซื้ออาหารมาประทังชีวิต”

“การฝึกงานทันตกรรมชุมชน ผมคิดว่าประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง มันทำให้เรามองคนอื่นเป็นคนมากขึ้น เดิมทันตแพทย์ถูกสอนให้พูดมากกว่าให้ฟัง อธิบายวิธีการรักษา อธิบายหลังการรักษา โอกาสที่จะฟังคนไข้พูดมีน้อยมาก แต่ในวิชานี้เราฟังเรื่องราวของชาวบ้านเป็นหลักเลย”

“สิ่งที่ประทับใจที่สุดในการมาฝึกงานครั้งนี้คือ ชุมชนนั้นไม่ใช่แค่พื้นที่ที่เราเข้ามาเก็บเกี่ยวข้อมูลเพื่อทำโครงการ แต่ชุมชนนี้ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างจากสภาพความเป็นจริงที่หาไม่ได้ในห้องเรียนเปรียบเสมือน Living University เลยก็ว่าได้”

นิสิตแต่ละกลุ่มมีการจัดทำโครงการแตกต่างกันไป เป็นโครงการป้องกันโรคฟันผุบ้าง โครงการสร้างนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ บางกลุ่มก็ไม่เกี่ยวกับเรื่องสุขภาพช่องปาก มีหลากหลายรูปแบบ ได้เรียนรู้การทำโครงการ การอยู่ร่วมกันและทำงานเป็นทีมกับเพื่อนๆ การประสานงาน การเข้าหาชุมชน ฯลฯ

มีตัวอย่างนิสิตกลุ่มที่ฝึกงานในภาคอีสาน นิสิตได้เข้าไปเก็บข้อมูล พูดคุย กินข้าว และร่วมกิจกรรมกับชุมชนอย่างสม่ำเสมอในช่วงแรก จนดูเสมือนว่าจะเป็นสมาชิกหนึ่งในชุมชน พ่อใหญ่แม่ใหญ่เอ็นดูมาก เมื่อค้นหาปัญหาของชุมชนได้แล้ว จึงคิดที่จะใช้จุดแข็งที่ชมรมผู้สูงอายุมีการรวมตัวกันอย่างดี มาจัดทำโครงการให้ผู้สูงอายุแปรงฟันให้สะอาด นิสิตเล่าให้ฟังว่า ผู้สูงอายุที่เข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่ "เกรงใจและรัก" นิสิตฯ เลยตอบรับเข้าร่วมโปรแกรมบันทึกการแปรงฟัน 5 วัน เพราะจากการสอบภาษณ์ผู้สูงอายุพบว่า ในตอนเริ่มโครงการผู้สูงอายุไม่ได้ตัดสินเข้าร่วมการแปรงฟันเพราะคิดว่าการแปรงฟันมีประโยชน์แต่อย่างใด เมื่อทดลองแปรงฟันด้วยตนเองอย่างถูกวิธี ครบ 5 วัน เสียงสะท้อนจากผู้สูงอายุบอกว่า "แปรงฟันได้ 3 วัน ไม่มีเลือดออกอีกแล้ว" หรือ "ทำให้ฟันที่โยกแน่นขึ้นกว่าเดิม" หรือ "รู้สึกดีขึ้น" และมีผู้สูงอายุบางคน ไปบังคับหลานในบ้านให้แปรงฟันด้วย

กระบวนการนี้เปลี่ยนจากการให้ทันตสุขศึกษาแบบดั้งเดิม มาเป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงในการทดลองแปรงฟัน เมื่อผู้สูงอายุได้รับประโยชน์จากการแปรงฟันด้วยตนเอง ก็จะเรียนรู้ด้วยตนเองว่า การแปรงฟันนั้นมีประโยชน์ และจะทำให้เกิดพฤติกรรมการแปรงฟันอย่างสะอาดที่ยั่งยืนต่อไป

ตอนเย็นหลังจากได้ชมตลาดกันถ้วนหน้าแล้ว นิสิตแต่ละคนจะได้เรียนรู้ต่างกัน นิสิตคนหนึ่งอาจได้แวะเข้าไปชมร้านค้าของเพื่อนได้สัก 3-4 ร้านค้าที่เขาสนใจเท่านั้น แต่เรามีร้านค้ามากมายกว่า 24 ร้านค้า ดังนั้นในตอนท้าย นิสิตจะเข้าห้องประชุมใหญ่ และร่วมกันสรุปว่า ในการทำงานสร้างเสริมสุขภาพในชุมชนอะไรคือ ปัจจัยแห่งความสำเร็จ ขั้นตอนใดที่สำคัญ ต่างกลุ่มต่างเรียนรู้ในประเด็นที่ไม่เหมือนกัน

สุดท้าย

นิสิตได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงในการฝึกงานในพื้นที่ชนบทแตกต่างกันไปในแต่ละกลุ่ม แต่ทุกกลุ่มได้ใกล้ชิดและเรียนรู้ พูดคุยกับคนในชุมชน บางกลุ่มมีความสนิทสนมและเนียน(ภาษาของนิสิต) จนเป็นคนในชุมชนที่ชาวบ้านรักและเอ็นดู มีหลายกลุ่มที่ฝึกงานในภาคอีสานที่ชาวบ้าน จัดพิธีบายศรีให้ตอนจบการฝึกงาน เป็นที่ประทับใจจนถึงกับน้ำตาซึมกันหลายคน

สิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นคำตอบได้ว่า
แม้ในอนาคตที่นิสิตไม่ต้องถูกบังคับให้ใช้ทุนในโรงพยาบาลชุมชน
ทักษะที่จะเรียนรู้และเข้าใจคนอื่นๆที่มีวิถีชีวิต มีวัฒนธรรม
มีความคิด ความเชื่อที่แตกต่างจากตนเอง มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
จะทำให้นิสิตทันตแพทย์จุฬาฯ
จบเป็นทันตแพทย์ที่มีความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ต่อไป

ท้ายสุด คณะทันตแพทยศาตร์ จุฬาฯ ใคร่ขอขอบคุณพี่ๆน้องๆทันตแพทย์ในโรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลจังหวัด สาธารณสุขจังหวัด รวมถึง ทันตาภิบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ชาวบ้าน ที่กรุณาเป็นอาจารย์พิเศษให้นิสิตได้เรียนรู้ประสบการณ์จริงในพื้นที่

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

??????????? thaidentalmag.com