Column ประจำ
Sponsor

เด็กยุคใหม่ยังต้องไปเรียนอะไรกันในหมู่บ้าน

โดย : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ปิยะฉัตร พัชรานุฉัตร
Tags : commed , kku , ฝึกปฏิบัติการภาคสนาม , ชุมชน , ขอนแก่น , มข. , community health , งานสุขภาพชุมชน , ปิยะฉัตร พัชรานุฉัตร , ทันตแพทย์ , ทันตแพทยศาสตร์ , มหิวิทยาลัยขอนแก่น

งานสุขภาพชุมชน (Community Health) ของคนทำงานสายวิทย์สุขภาพ ต้องใช้ความรู้ทักษะหลากหลาย เพื่อเข้าใจวิถีชีวิต ความซับซ้อนในวิธีคิดและพฤติกรรมของชาวบ้าน ถึงแม้เรียนจบไปเป็นบุคลากรด้านการแพทย์และสาธารณสุขหลายคนไม่ได้ทำงานที่เกี่ยวข้องกับชุมชนโดยตรง แต่องค์ความรู้พื้นฐานสุดที่ต้องมี คือ ความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจต่อผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบุคคลเหล่านั้นเป็นผู้รับบริการจากเรา

การเรียนการสอนเพื่อให้นักศึกษาสายวิทย์สุขภาพเข้าใจในเรื่องราวเหล่านี้ดูเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก เมื่อคิดถึงความเป็นจริงที่เด็กเหล่านี้กว่าครึ่งเป็นเด็กที่เกิดและเติบโตในเมือง แวดล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก ห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้ออยู่ใกล้บ้าน ทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องการหาซื้อแลกมาได้ด้วยเงิน ดูห่างไกลความลำบากต่างๆ จะว่าไปแล้วก็ไม่น่ามีวิธีใดที่จะเรียนรู้ทำความเข้าใจวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของชาวบ้านในชนบทได้อย่างลึกซึ้งเท่าการเข้าไปร่วมใช้ชีวิตอยู่กับชาวบ้านในชุมชนด้วยตัวเอง

ช่วงฤดูหนาวของทุกปีนักศึกษาในกลุ่มคณะสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และวิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย จากคณะแพทย์ ทันตแพทย์ สัตวแพทย์ เทคนิคการแพทย์ และพยาบาลกว่า 600 ชีวิต ต้องเข้าร่วมเรียนรู้ชีวิตของชาวบ้าน และทำงานสุขภาพชุมชนผ่านการฝึกภาคสนามร่วมด้วย ลักษณะการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริงโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน (Community-based Learning) เป็นการฝึกนักศึกษาให้ทำงานร่วมกัน สร้างบัณฑิตที่มีคุณภาพ ทำงานร่วมกับวิชาชีพอื่นได้ มีวิสัยทัศน์ในการช่วยเหลือสังคมโดยเฉพาะในชนบทที่ห่างไกลและด้อยโอกาส

นักศึกษาทันตแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ชั้นปี 3 ต้องลงทะเบียนเรียนร่วมกับเพื่อนๆ ต่างคณะในวิชาที่เด็กศูนย์แพทย์เรียกกันสั้นๆว่า “คอมเมด-ComMed” และในปีการศึกษา 2557 ตัวเลข 32 ปรากฏอยู่บนเสื้อทีมของนักศึกษา ซึ่งหมายถึงการฝึกภาคสนามร่วมนี้ดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 32 แล้ว โดยใช้พื้นที่ชนบทระดับหมู่บ้านในอำเภอและจังหวัดที่เปลี่ยนไปในแต่ละปี

เป้าหมายของการฝึกภาคสนามร่วม เพื่อให้นักศึกษาเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชน ค้นหาและวิเคราะห์ปัญหาสุขภาพชุมชนแบบองค์รวม เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาโดยอาศัยหลักการพัฒนาชุมชน และมีความรู้ความเข้าใจ เกิดทัศนคติที่ดีต่อชุมชนสามารถปฏิบัติงานและให้บริการชุมชนได้ ในลักษณะบูรณาการผสมผสานเนื้อหาวิชาในศาสตร์ต่างๆ ทั้งมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ และปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างนักศึกษาในสาขาเดียวกันและต่างสาขาได้

ครูอาจารย์ ในฐานะผู้ออกแบบการเรียนรู้ และดูแลความเป็นอยู่ของนักศึกษา ต้องทำงานหนักในการวางแผนบริหารจัดการทุกอย่างเพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ นักศึกษาจะถูกจัดเข้าบ้านพักด้วยวิธีการสุ่มรายชื่อจากทุกคณะกลุ่มบ้านละ 12 คน พักอาศัยใช้ชีวิตในบ้านของชาวบ้านในรูปแบบ โฮมสเตย์-Homestay เป็นเวลา 11 วัน 10 คืน ใช้ทรัพยากรร่วมกันและทำงานเป็นทีม ทำอาหารจ่ายตลาด กิน นอน ใช้ชีวิตและทำงานด้วยกัน กิจกรรมเชิงวิชาการที่พวกเขาต้องทำ คือ การเก็บข้อมูลเชิงปริมาณและคุณภาพ วิเคราะห์ปัญหา วินิจฉัยชุมชน ร่างแผนและจัดทำโครงการเพื่อแก้ปัญหาสำคัญของชุมชน โครงการบริการวิชาการและชุมชนสัมพันธ์ การศึกษาครอบครัว วิถีชีวิตชุมชนและการศึกษาเฉพาะเรื่อง กิจกรรมการเรียนรู้มากมาย 11 วันจึงผ่านไปอย่างรวดเร็ว

งานแต่ละอย่างถูกออกแบบให้นักศึกษาเข้าร่วมกลุ่มแบบคละคณะวิชา เพื่อกระจายงานให้เกิดการเรียนรู้อย่างทั่วถึง ตั้งแต่กลุ่มขนาดเล็ก 3-4 คน กลุ่ม 12คน, 30คน ถึงกลุ่มขนาดใหญ่ เรียกว่าระดับเขต หรือระดับหมู่บ้าน ประมาณ 150 คน นักศึกษาต้องวางแผนการทำงานและใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน โดยคำนึงถึงแนวคิดทฤษฎีที่ปรากฏอยู่ในคู่มือการฝึกภาคสนามร่วม มหาวิทยาลัยขอนแก่น ตัวอย่างเช่น การมีส่วนร่วมของชุมชน (Community Participation) การสร้างพลังอำนาจ (Community Empowerment) แนวคิดวัฒนธรรมชุมชน ทฤษฎีโครงสร้างหน้าที่ (Structural functional Theory) ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเมืองหรือการขัดแย้ง (Political economy theory/ Conflict Theory) การสื่อสารสุขภาพ (Health Communication) การสร้างเสริมสุขภาพ (Health Promotion) การบริหารโครงการ (Project Management) เป็นต้น

ด้วยลักษณะการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริงโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน และลักษณะการใช้ชีวิตเป็นกลุ่มบ้านที่ต้องควบคุมดูแลพฤติกรรมกันเอง เคารพกฎกติกาการอยู่ร่วมกัน ทำให้เด็กๆ ได้มีโอกาสเข้าไปเรียนรู้และเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ได้พบเจอและสัมผัสชีวิตจริงของชาวบ้านผ่านการทำงานที่ได้รับมอบหมาย เช่น การศึกษาครอบครัว ที่ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พูดคุยใกล้ชิด ได้ติดตามชีวิตความเป็นอยู่ รับรู้ความคิด ความรู้สึก และเห็นสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยจริง เด็กนักศึกษามีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เจตคติในเชิงคุณธรรมจริยธรรม เรียนรู้และเข้าใจวิถีชีวิตชุมชน และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น

ตัวอย่างความคิดเหล่านี้แสดงให้เห็นว่านักศึกษาได้รับรู้และเกิดการเรียนรู้วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในชุมชนจากประสบการณ์ตรงและการเข้าไปมีส่วนร่วมในเหตุการณ์ เกิดกระบวนการคิดสะท้อนเป็นบทเรียนผ่านความรู้สึก ความทรงจำ และความประทับใจ รับรู้ความยากลำบากและการปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่น

บทเรียนหนึ่งที่นักศึกษาทันตแพทย์มักได้เรียนรู้เสมอในทุกปี คือ “ปัญหาฟันเป็นเรื่องของหมอ แต่ปัญหาปากท้องของชาวบ้าน” จากกิจกรรมเวทีสาธารณะ - Public Forum คืนข้อมูลกลับให้ชาวบ้าน และทำกระบวนการชวนคุยชวนคิดหาทางออกของปัญหาชุมชน ด้วยหลักคิดว่า “ปัญหาของชุมชน แก้ได้โดยชุมชน เพื่อชุมชน” ปัญหาแรกๆ ที่ชุมชนต้องการเป็นเรื่องปากท้องเศรษฐกิจในครัวเรือน อาชีพการงาน สาธารณูปโภค ถนน ไฟฟ้า ประปา การจัดการขยะ แม้ความต้องการด้านสุขภาพทั่วไปก็เป็นอันดับรองๆ ลงมา และไม่ต้องได้ถามถึงปัญหาเรื่องฟันของชาวบ้านเลย แทบไม่มีได้พูดถึงในเวทีสาธารณะ ซึ่งก็เป็นที่เข้าใจได้ไม่ยากด้วยวิธีคิดการจัดความสำคัญแบบชาวบ้านที่มีเรื่องอื่นๆ ที่สำคัญมากมายในชีวิต บทเรียนนี้ทำให้นักศึกษาผู้ที่กำลังจะก้าวเข้าสู่วิชาชีพทันตแพทย์ในอนาคต ได้พึงตระหนักระวังต่อการไม่โทษหรือโยนความผิดให้คนไข้แต่เพียงฝ่ายเดียวเมื่อเขาไม่สามารถมารับการรักษาตามนัดหมายได้ แต่ควรช่วยเหลือและหาทางเลือกในการรักษาที่เหมาะสมกับเงื่อนไขชีวิตของเขาให้มากที่สุด

ความผูกพันมิตรภาพระหว่างนักศึกษาขณะอยู่ในพื้นที่การฝึกถูกพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยการเผชิญความยากลำบากด้วยกัน ช่วยกันแก้ปัญหา ช่วยดูแลทุกข์สุขของเพื่อน เป็นเพื่อนทำงาน เพื่อนกิน เพื่อนเล่น จนวันท้ายๆ ของการฝึก เด็กหลายคนบอก “มาวันแรกๆ นับวันนับคืนไม่อยากอยู่ แต่วันสุดท้ายก็ไม่อยากกลับ มันสนุก ได้เพื่อนกิน เพื่อนทำงานที่ผูกพันกันมาก” ภายหลังกลับออกมาจากพื้นที่การฝึก เด็กนักศึกษาในกลุ่มบ้าน หลายๆ บ้านนัดกันกลับไปเยี่ยมพ่อแม่ของพวกเขา กลับไปเยี่ยมผู้คนที่พวกเขาสัมภาษณ์ กลับไปเยี่ยมกลุ่มเด็กเยาวชนที่พวกเขาทำงานด้วย และกลุ่มผู้เฒ่าผู้แก่ที่ให้ข้อมูลเล่าเรื่องราวต่างๆให้ฟัง เกิดเป็นมิตรภาพความผูกพันที่งดงามระหว่างนักศึกษา ชาวบ้าน และพ่อแม่ประจำบ้านผู้เอื้อเฟื้อที่พักพิง

งานสุขภาพชุมชนในแบบคอมเมด ComMed KKU ที่ถูกออกแบบให้เป็นวิชาฝึกปฏิบัติการภาคสนามนี้จะยังคงดำเนินต่อไป เพื่อให้เด็กๆ ยุคใหม่ที่กำลังจะจบออกไปเป็นบุคลากรด้านการแพทย์ ได้เข้าใจถึงวิธีคิด วิถีชีวิตความเป็นอยู่ในอีกด้านหนึ่งของประชาชนกลุ่มคนที่เรียกได้ว่าเป็น “ผู้รับบริการทางการแพทย์” ที่มีชีวิตจิตใจ มีอารมณ์ความรู้สึก และเงื่อนไขชีวิตที่ซับซ้อน เกินกว่าที่ใครจะเอามาตรฐานชีวิตในแบบของตนมาตัดสินได้

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

??????????? thaidentalmag.com